ลงประกาศฟรี
ค้นหาประกาศ

สลดสาวท้อง 5 เดือนติดโควิดดับ สธ.เผยแนวโน้มติดเชื้อแบบไม่รู้ตัว หาต้นตอไม่ได้

สลดสาวท้อง 5 เดือนติดโควิดดับ สธ.เผยแนวโน้มติดเชื้อไม่รู้ตัว หาต้นตอไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ระบาด แม้จะตรวจแล้วพรุ่งนี้อาจติดเชื้อใหม่ได้igoal88igoal88 เมื่อวันที่ 25 ก.ค.64 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคโควิด19 ว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,335 ราย มาจากต่างประเทศ 19 ราย อยู่ใน กทม.และปริมณฑล 6,069 ราย ชายแดนใต้ 4 จังหวัด 805 ราย จังหวัดอื่นๆ 7,801 ราย และการติดเชื้อเรือนจำ 641 ราย วันนี้ต้องแสดงความเสียใจ เนื่องจากมีตัวเลขผู้เสียชีวิตค่อนข้างมากรายงานเสียชีวิตวันนี้ 129 ราย รวมสะสม 3,965 ราย เกินครึ่ง 70% อยู่ในกทม.และปริมณฑล สถานการณ์เท่าที่ดูตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงสูงเกินร้อย และตัวเลขติดเชื้อรายใหม่ก็ยังสูงมาก

“ภาพรวมมีการกระจายของผู้ติดเชื้อในส่วนต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบการระบาดหลายส่วน ทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และตะวันออก ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ เพิ่มขึ้นบางจังหวัด แต่บางจังหวัดยังคงตัว” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ภาคอีสาน ส่วนใหญ่เพิ่มในอีสานกลางและอีสานใต้ รับผู้เดินทางจาก กทม.และปริมณฑลพื้นที่ระบาดหนักกลับไปรักษาในภูมิลำเนา และพบคลัสเตอร์ตามมาในครอบครัว รวมถึงในสถานประกอบการและตลาดในบางจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนของปริมณฑลยังมียอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเพิ่ม โดยเฉพาะนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาครที่วันนี้เกิน 1 พันราย

“วันนี้มีการติดเชื้อในทุกจังหวัด โดยเฉพาะอีสานตอนล่าง ภาคกลาง ตะวันออก รายงานติดเชื้อค่อนข้างมาก องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มีการแพร่โรค มี 3-4 ประเด็น คือ 1.คนที่ไปจับจ่ายใช้สอย และไปอยู่ใกล้กับผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว 2.โรงงาน สถานประกอบการที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อ และสั่งปิดโรงงาน ทำให้คนงานกระจายออกไปโดยไม่ทราบว่าติดเชื้อ ทำให้มีการแพร่เชื้อ 3.ในส่วนแคมป์คนงานหรือในชุมชน เช่น 4 จังหวัดภาคใต้ มีการระบาดในชุมชน เป็นต้น” นพ.จักรรัฐกล่าว

สำหรับผู้เสียชีวิต 129 ราย ในกทม. 66 ราย , ปริมณฑล คือ สมุทรปราการ 7 ราย ปทุมธานี 6 ราย , ภาคใต้ 11 ราย ได้แก่ ปัตตานี 5 ราย นราธิวาส 3 รา ยะลา 1 ราย สุราษฎร์ธานี 1 ราย ภูเก็ต 1 ราย , ภาคเหนือ 11 ราย ได้แก่ ตาก 6 ราย กำแพงเพชร 2 ราย เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์จังหวัดละ 1 ราย ภาคกลางและตะวันออก 16 ราย ได้แก่ สุพรรณบุรี 5 ราย สิงห์บุรี 2 ราย นครนายก 2 ราย พระนครศรีอยุธยา 2 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 1 ราย ชลบุรี ตราด ระยอง สระแก้ว 1 ราย และภาคอีสาน 12 ราย ได้แก่ อุบลราชธานี 3 ราย กาฬสินธุ์ 2 ราย นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองคาย ยโสธร อำนาจเจริญ และอุดรธานีอย่างละ 1 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ยังพบผู้มีโรคประจำตัวหลักๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคอ้วน เป็นสาเหตุที่ทำให้ความรุนแรงโรคเพิ่มได้

“วันนี้น่าเสียใจเราพบหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20 สัปดาห์เสียชีวิตอีก 1 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญวันนี้แตกต่างจากช่วง 3-4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน นำเชื้อมาสู่คนรู้จัก แต่ตอนนี้ในพื้นที่ระบาดมีการระบาดค่อนข้างมาก สอบสวนหลายกรณีไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าติดเชื้อจากใคร ดังนั้น การอาศัยหรืออยู่ในพื้นที่ระบาดหนักมากๆ เช่น กทม. ปริมณฑล หรือพื้นที่ใกล้เคียงผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะเราไม่ทราบว่า คนใกล้ชิดเราติดเชื้อหรือยัง โดยเราพบว่าผู้เสียชีวิต 65 คน อาศัยอยู่พื้นที่ระบาดและไม่สามารถค้นได้ว่าติดเชื้อจากใคร” นพ.จักรรัฐ กล่าว

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายมากกว่าหญิง คนไทยเป็นส่วนใหญ่ จากการเก็บข้อมูล แต่อาจไม่ครบ 100% พบว่า มี 79 รายไม่เคยได้รับวัคซีน ที่เหลืออีกกว่า 40 รายไม่สามารถระบุได้ ต้องติดตามข้อมูล เมื่อคิดในกลุ่ม 60 ปีคิดเป็น 70% ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-24 ก.ค.2564 ในกลุ่มต่างๆ เราจะพบว่าในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ตั้งเป้าหมาย 12.5 ล้านคนต้องฉีดให้ได้ภายในปีนี้ เราฉีดได้แค่ 2.5 ล้านคนในเข็มที่ 1 คิดเป็น 20% ส่วนเข็มที่ 2 ฉีดได้ 1.3% หรือ 1.6 แสนคน ดังนั้น ลูกหลานต้องพาท่านไปฉีดวัคซีนในทุกพื้นที่ทุกจังหวัด และกลุ่ม 7 โรคเรื้อรังยังฉีดไม่มากในส่วนเข็มที่ 1 ต้องเร่งฉีดเช่นเดียวกัน

“โดยสรุปสถานการณ์วันนี้ยังมีการติดเชื้อค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ระบาดหนัก และมีการกระจายของผู้ติดเชื้อไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั้งโครงการรับกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา หรือกลับไปโดยไม่บอกแล้วไปแพร่เชื้อต่อ ดังนั้น พื้นที่ระบาดเป็นปัจจัยสำคัญมาก เราไม่ทราบว่าใครบ้างรอบๆ เราติดเชื้อไปแล้ว เพราะ 80% ติดเชื้อไม่มีอาการ ถ้ายังไม่ได้ตรวจหรือตรวจแล้ววันนี้เป็นลบ พรุ่งนี้อาจติดใหม่ก็ได้หลังสัมผัสคนอื่น จึงไม่ทราบอยู่ดี จึงต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคทำอย่างต่อเนื่องเสมือนคนรอบข้างติดเชื้อแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อมาสู่ตัวเอง ถ้าป่วยไม่ควรออกไปข้างนอก ควรรีบตรวจด้วยชุดตรวจหรือไปพบแพทย์เพื่อให้รู้ว่าที่ป่วยนี้เป็นหรือไม่เป็นโควิด ดังนั้น คนที่เรารู้จักหรือไม่รู้จักมีความเสี่ยงหมด ทั้งการออกไปซื้อของตลาด ร้านสะดวกซื้อ เดินทางขนส่งสาธารณะ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอาจสัมผัสใกล้ชิดพูดคุยกับคนติดเชื้อและรับเชื้อมาได้โดยไม่ได้ระวังตัว” นพ.จักรรัฐ กล่าว